German Wine – The Renaissance of Riesling and Co Part 1

text: กิตติศักดิ์ จารยะพันธุ์ (Certified German Wine Advisor จาก German Wine Institute)
 
Vineyards along the Mosel

Vineyards along the Mosel

ไวน์เยอรมันอาจจะไม่ค่อยเป็นที่คุ้นเคยในเมืองไทยเท่าไหร่ เพราะที่เรามักดื่ม ก็จะเป็นไวน์จากอิตาลี ชิลี หรือออสเตรเลีย อาจจะเพราะว่าหาง่ายแล้วส่วนใหญ่ก็ราคาไม่แพงจนเกินไป ส่วนคนที่เป็นคอไวน์ขึ้นมาอีกหน่อย ก็อาจจะชอบดื่มไวน์จากฝรั่งเศส ประเทศที่มีชื่อเสียงเรื่องไวน์เป็นอันดับต้นๆ โดยมีไวน์จากเขตดังหลายเขต เช่น บอร์โดซ์ เบอร์กันดี หรือแชมเปญ ไวน์เหล่านี้เป็นที่ต้องการมากและบางขวดมีราคาแพงถึงหลักหมีื่นหลักแสน แต่ถ้าลองถามคอไวน์ทั่วไปว่าเคยดื่มไวน์เยอรมันหรือไม่ คงจะมีแค่ไม่กี่คนที่ตอบว่าเคย และบางทีก็อาจจะโดนสวนกลับมาได้ว่า ไวน์เยอรมันเหรอไวน์ขาวไม่ดื่มหรอกเพราะถูกและไม่มีคุณภาพ ต้องไวน์แดงเท่านั้นถึงจะคุณภาพดีและอร่อย ทั้งที่จริงแล้ว อาหารไทยนั้นเข้ากับไวน์ขาวมากกว่าไวน์แดงเสียอีก ส่วนหนึ่งก็อาจจะเป็นเพราะวัฒนธรรมไวน์ของเมืองไทยที่เพิ่มเริ่มต้นเท่านั้น ผิดกับประเทศในยุโรปซึ่งคนส่วนใหญ่จะเลือกไวน์ให้เข้ากับโอกาสและอาหารมากกว่าที่จะยึดติดกับสี ในบทความนี้ ผมจะพาคุณไปทำความรู้จักกับไวน์เยอรมันให้มากขึ้น ว่าที่จริงแล้วไวน์จากดินแดนแห่งเบียร์และไส้กรอกแห่งนี้ ไม่ได้ด้อยไปกว่าไวน์จากประเทศอื่นๆที่เราคุ้นเคยกันเลยแม้แต่นิดเดียว

The Downfall of German Wines

Historic Wine Press at Kloster Eberbach in the Rheingau region

Historic Wine Press at Kloster Eberbach in the Rheingau region

จริงๆแล้ว เยอรมนีเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์การทำไวน์มายาวนานกว่า 2000 ปี ไม่แพ้ประเทศแห่งไวน์อย่างฝรั่งเศสเลยแม้แต่นิด โดยเมื่อประมาณ 100 ปีที่แล้ว ไวน์เยอรมันโดยเฉพาะไวน์จากลุ่มแม่น้ำโมเซล (Mosel) ซาร์ (Saar) และไรน์ (Rhein) เป็นที่ต้องการอย่างมากและมีราคาแพงมากกว่าไวน์กรองครู (Grand Cru) จากบอร์โดซ์หรือเบอร์กันดีเสียอีก ถ้าใครได้มีโอกาสไปเยี่ยมไร่ไวน์เก่าแก่ที่มีชื่อเสียงในเยอรมนี อย่าง ฟาน โฟลเซ็ม (Van Volxem) หรือ ดีล (Schlossgut Diel) คุณก็จะมีโอกาศได้เห็นลิสประมูลไวน์ในสมัยก่อน ที่แสดงราคาอันแพงของไวน์เยอรมัน ยกตัวอย่างในปี ค.ศ. 1923 เมื่อไวน์ Trockenbeerenauslese จากไร่ไวน์ Maximin Grünhauser ปริมาณหนึ่งฟูเดอร์ (Fuder คือ ถังไวน์ของเยอรมันซึ่งบรรจุไวน์ได้ 1,000 ลิตร) ถูกประมูลโดยโรงแรม Waldorf-Astoria จากนิวยอร์คด้วยราคาเป็นสถิติโลกสูงถึง 100,000 gold-mark ซึ่งถ้าคิดเป็นเงินปัจจุบันก็จะเป็นมูลค่าถึง 2.5 ล้านยูโร แต่ก็น่าเสียดายที่หลังจากเยอรมนีแพ้สงครามโลกถึงสองครั้งซ้อน ชื่อเสียงของไวน์เยอรมันที่สั่งสมมายาวนานก็เป็นอันต้องเสียหายและเสื่อมลงจนไม่เหลือร่องรอยความรุ่งเรืองในอดีต

Old Wine List showing Mosel and Saar Wines versus red Bordeauxs

Old Wine List showing Mosel and Saar Wines versus red Bordeauxs

ถามว่าชื่อเสียงของไวน์เยอรมันเกี่ยวอะไรกับการแพ้สงคราม ก็ง่ายๆครับ ประเทศแพ้สงคราม บ้านเมืองเสียหาย มีหนี้สงครามต้องใช้ คนล้มตายและไม่มีอันจะกิน ต้องสร้างประเทศกันใหม่ การทำไวน์คุณภาพ (โดยเฉพาะจากไร่ไวน์ระดับท็อปซึ่งมักจะอยู่บนเนินเขาชัน ชันจนขนาดที่ทุกอย่างต้องทำด้วยมือ) นั้นมีต้นทุนสูง แถมทำออกมาแล้วยังขายไม่ได้อีกเพราะสิ้นค้าโดยเฉพาะสิ้นค้าฟุ่มเฟือยถูกแบน ทำให้ไร่ไวน์ที่มีชื่อเสียงเป็นจำนวนมาก ต้องทยอยกันเลิกทำไร่ไวน์แล้วหันไปทำอย่างอื่นแทน ที่ยังพออยู่ได้ก็มีแต่ไร่ไวน์ระดับท็อปไม่กี่แห่งอย่าง Egon Müller และ Joh. Jos. Prüm ซึ่งยังขายไวน์ได้ในราคาดีอยู่ แม้ในสภาวะแพ้สงคราม

Dreissigacker Wine Cellar

Dreissigacker Wine Cellar

หลังจากที่ประเทศเริ่มดีขึ้น รัฐบาลเยอรมันซึ่งประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูประเทศด้วยอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี ก็นำความคิดตรงนี้มาปรับใช้กับการทำไวน์ เช่น การหันมาปลูกองุ่นบนพื้นราบแทนบนเนินเขาชันเพื่อให้สามารถใช้เครื่องจักรเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเก็บเกี่ยวองุ่น การปรับปรุงพันธุ์องุ่นให้ทนกับสภาพดินฟ้าอากาศ โรคภัย และให้ผลผลิตที่มากขึ้น และที่สำคัญที่สุดก็คือการออกกฏหมายไวน์ปี 1971 ซึ่งมีสาระสำคัญคือ การที่ไวน์ที่มีคุณภาพสามารถที่จะมาจากที่ไหนก็ได้ ขอแค่ให้องุ่นที่ใช้ทำไวน์มีระดับน้ำตาลสูงเกินเกณฑ์ที่กฏหมายกำหนด ถ้าอธิบายให้เห็นภาพก็คือ กฏหมายฉบับนี้กำหนดว่า ไวน์ที่ทำจากองุ่นที่ปลูกบนไร่มันฝรั่งบนพื้นที่ราบและใช้เครื่องจักรในการเก็บเกี่ยวก็สามารถที่จะถูกจัดให้อยู่ในระดับเดียวกันกับไวน์ที่ทำจากองุ่นที่เก็บด้วยมือจากไร่ไวน์เก่าแก่ที่มีชื่อเสียงบนเนินเขาชันได้ ซึ่งแม้ว่าความคิดนี้จะใช้ได้ผลเยี่ยมกับอุตสาหกรรมหลักอย่างอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่มันเรียกได้ว่าเป็นจุดจบของชื่อเสียงไวน์เยอรมันที่สั่งสมมาเป็นร้อยๆปีเลยทีเดียว เยอรมนีกลายเป็นประเทศที่ส่งออกไวน์เป็นจำนวนมาก แต่ไวน์ส่วนใหญ่เป็นไวน์คุณภาพธรรมดาราคาถูก จนภาพลักษณ์ของไวน์เยอรมันคุณภาพเยี่ยมราคาแพงถูกแทนที่ด้วยภาพของไวน์ราคาถูกที่วางขายตามซุปเปอร์มาร์เก็ตแทน

Blue Nun German White Wine

Blue Nun German White Wine

ติดตามต่อ ตอนที่ 2 ครับว่าไวน์เยอรมันกลับมามีชื่อเสียงอีกครั้งได้อย่างไร

Advertisements
Comments
2 Responses to “German Wine – The Renaissance of Riesling and Co Part 1”
Trackbacks
Check out what others are saying...
  1. […] ตอนที่ 1 กับ ตอนที่ 2 ก่อนได้ครับ […]



Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: